รวมบทความเพื่อ "สุขภาพ" มาฝากทุกๆ ท่านครับผม - บทความทั่วๆไป ประวัตินักร้อง นักแต่ง นักดนตรี - เว็บบอร์ด แม่ไม้เพลงไทย - Powered by Discuz!
สั่งพิมพ์

รวมบทความเพื่อ "สุขภาพ" มาฝากทุกๆ ท่านครับผม

รวมบทความเพื่อ "สุขภาพ" มาฝากทุกๆ ท่านครับผม

กระทู้นี้กระผมภูมิใจนำเสนอ บทความดีๆ เพื่อ "สุขภาพ" มาฝากแด่ทุกๆ ท่านครับผม
ด้วยหวังว่าทุกๆ ท่านคงจะรับ..ประโยชน์ จากกระทู้นี้ ไม่มากก็น้อยกันนะครับ

*** อันตราย.."ก้นร้อน"..ทำให้เป็น "หมัน"  นั่งรถยนต์นานก็เกิดได้ ***

วารสารเรื่องวิทยาศาสตร์ "นิว ไซเเอนติสท์" อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ เปิดเผยรายงานการศึกษา เตือนบรรดาผู้ชายที่ชอบให้ก้นอุ่น นั่งเบาะทำความร้อน ว่า อาจเป็นการทรมาน สังขาร เหมือนกับเอาก้นไปปิ้ง ซึ่งจะทำให้เป็นหมันได้  

          รายงานกล่าวว่า ตามธรรมชาติของร่างกาย จะผลิตตัวเชื้ออสุจิได้ดีที่สุด เมื่อถุงอัณฑะมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส สัก 1-2 องศา  

          จากการศึกษาของนักวิจัย มหาวิทยาลัย เกสเซนของเยอรมนี ได้ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิติดกับถุงอัณฑะ ของอาสาสมัครซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ 30 คน แล้วให้นั่งบนเบาะทำความร้อนนาน 90 นาที ชั่วเวลาผ่านไปเพียง 1 ชม. อุณหภูมิที่ถุงอัณฑะจะสูงขึ้นรวดเดียวถึง 37.3 องศา ยิ่งของอาสาสมัครคนหนึ่ง สูงถึง 39.7 องศา เมื่อเทียบกับผู้ชายที่นั่งบนเก้าอี้ธรรมดาบนรถ อุณหภูมิพวกเขาเฉลี่ยแล้วจะแค่เพียง 36.7 องศา  

          รายงานผลการศึกษากล่าวว่า นักวิจัยห่วงว่า ชั่วร้อนขึ้นแค่เล็กน้อย อาจจะไปกระทบกระเทือนขบวนการผลิตตัวอสุจิ เพราะเคยมีการศึกษาเมื่อก่อนหน้ามาแล้วว่า แม้แต่การนั่งที่เก้าอี้ธรรมดาในรถนานเกินกว่า 3 ชั่วโมง ก็อาจทำให้เสื่อมสมรรถภาพการมีลูกลงได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก "เวปไซด์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ครับผม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก billemory.com

ไฟลล์แนบ

28-05_08_05.jpg (24.13 KB)

2008-8-31 13:37

28-05_08_05.jpg

เซี๊ยะ(นพดล) บางพลี

TOP

*** 7 สิ่งที่ไม่ควรดื่มกิน ขณะท้องว่าง ***

     1.  เหล้า กระเทียม เพราะ 2 สิ่งนี้จะยิ่งกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้


        2. น้ำตาลหรืออาหารหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต


         3. ชาแก่ ทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง


        4. ลูกพลับ เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร


         5. กล้วย เพราะจะเพิ่มธาตุแมกนีเซียมในเลือดให้สูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียม เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก


        6. ผัก หากรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้ท้องอืด
  

       7. นมและนมถั่วเหลือง แม้จะอุดมด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการย่อยและดูดซึมก็ต่อเมื่อในกระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่


* ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก "เวปไซด์นิตยสารเฟิร์สดอทคอม" ครับผม *

ไฟลล์แนบ

00707-3.jpg (35.72 KB)

2008-8-31 13:42

00707-3.jpg

เซี๊ยะ(นพดล) บางพลี

TOP

*** 4 อาหาร ที่ทำให้หน้าท้องแบนราบ ***

"แคลอรี่"..ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้หน้าท้องเพิ่มหรือลด แต่อาหารบางอย่างดูจะมีผลต่อไขมันกลางลำตัวของเรามากกว่า


         เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เชี่ยวชาญจากการศึกษาแบบต่อเนื่องของ Framingham Nutrition รายงานว่า ผู้หญิงที่กินน้อยลงไปเกือบ 400 แคลอรี่ ต่อวัน แต่เลือกอาหารที่มีสารอาหารน้อย มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสองเท่าครึ่งในการมีหน้าท้องใหญ่ขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่กินมากกว่าแต่กินอาหารที่ดีกว่า คุณจึงไม่จำเป็นต้องอดอาหาร เพียงแต่ต้องรู้จักเลือกอาหารให้มากขึ้น เพื่อปราบหน้าท้องให้อยู่ในที่ในทาง นั่นก็คือ 4 อาหาร ต่อไปนี้  

         1. ผักและผลไม้ ผู้หญิงลดขนาดเอวได้ด้วยการแทนที่อาหารที่เป็นแป้งขัดขาวและน้ำตาลด้วยคาร์โบไฮเดรตจากผักและผลไม้โดยเฉพาะที่มีสีส้ม นี่เป็นการรีวิวจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน นอกเหนือจากเส้นใยอาหารที่ทำให้คุณรู้สึกอิ่มยาวนานกว่า นักวิจัยยังคาดว่าแอนตี้ออกซิแดนท์ อย่างเช่น วิตามินซีและเบต้าแคโรทีนคือสิ่งที่ช่วยกำจัดไขมันหน้าท้องออกไปได้


         2. โปรตีน การกินโปรตีนมากขึ้นทำให้คุณอิ่มและเพิ่มพลังงานซึ่งนำไปสู่การลดน้ำหนักโดยรวม และสำหรับคนที่อายุมากกว่า 40 จะช่วยลดไขมันหน้าท้องได้เป็นพิเศษ นี่เป็นผลการค้นพบของวิทยาลัยสกิดมอร์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน แต่งานวิจัยชี้ว่าการกินโปรตีนในปริมาณสูงๆ อาจทำให้ไตทำงานหนัก เพราะอาจทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมได้ ควรตั้งเป้ารับแคลอรี 25 % จากโปรตีน (ถ้าคุณกินวันละ 2,000 แคลอรี่ นั่นก็คือ 500 แคลอรี่ จากโปรตีน) และเลือกโปรตีนแบบไร้ไขมัน อย่างเช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไร้ไขมัน ปลาและสัตว์ปีกไร้หนัง ถั่วเป็นแหล่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งแต่อาจมีแคลอรี่ค่อนข้างสูง


         3. เซเลเนียม นี่เป็นแร่ธาตุที่ช่วยต่อสู้มะเร็ง และเชื่อมโยงกับไขมันหน้าท้อง จากการสำรวจคนอเมริกันมากกว่า 8,000 คน คนที่มีระดับเซเลเนียม และแอนตี้ออกซิแดนท์อื่นๆ ในเลือดน้อยกว่า จะมีรอบเอวที่ใหญ่กว่า เซเลเนียมพบในอาหารหลายชนิด แต่มันอาจยากที่จะรู้ว่าคุณได้รับปริมาณครบตามที่แนะนำหรือเปล่า (55 ไมโครกรัม) เพื่อให้ได้ปริมาณตามต้องการ ลองกินวิตามินเสริมหรือกินอาหารให้หลากหลาย


        4. ไขมันที่ดี การวิจัยชิ้นหนึ่งของสเปนชี้ให้เห็นว่า มันง่ายกว่าที่จะรักษาความผอมเพรียวด้วยการกินไขมันแบบไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (เช่น น้ำมันมะกอก) และโอเมก้า-3 (ส่วนใหญ่พบในปลา แต่ก็มีในเมล็ดต้นแฟลกซ์ น้ำมันวอลนัตและเต้าหู้) ในขณะที่ไขมันเมก้า-6 (มีมากในซีเรียลน้ำมันข้าวโพด และไข่ ) เป็นเหตุให้ไขมันหน้าท้องเพิ่มพูนแต่ไขมันที่ควรกำจัดโดยสิ้นเชิงก็คือ ไขมันทรานส์ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวกฟอเรสต์ ลิงที่กินอาหารแบบที่คนอเมริกาทั่วไปกินเป็นเวลา 6 ปี มีน้ำหนักมากขึ้นเทียบเท่ากับน้ำหนักมนุษย์ 10 ปอนด์ ถ้าไขมันที่พวกมันกินคือ ไขมันทรานส์อย่างเดียว เทียบกับพวกที่กินไขมันที่เพิ่มขึ้น 30% นั้นจะเพิ่มขึ้นในส่วนของหน้าท้องด้วย


* ขอขอบคุณข้อมูลจาก "เวปไซด์นิตยสารลิซ่าดอทคอม" *

ไฟลล์แนบ

00707-2.jpg (15.07 KB)

2008-8-31 14:27

00707-2.jpg

เซี๊ยะ(นพดล) บางพลี

TOP

*** 1 นาทีเพื่อการลดน้ำหนัก ***

สิ่งเดียวที่คุณต้องการก็คือเวลาหนึ่งนาที เพื่อเริ่มการกำจัดน้ำหนักส่วนเกิน และต่อไปนี้คือกลยุทธ์แสนง่ายดาย ในการตัดลดแคลอรี่และเผาผลาญไขมันอย่างได้ผล ซึ่งใช้เวลาเพียง 60 วินาที หรือน้อยกว่านั้น


        1. เจือจางน้ำผลไม้ ผสมน้ำผลไม้ที่คุณโปรดปราน (ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่คุณเคยดื่ม) กับน้ำเปล่าหรือน้ำแร่แบบมีฟอง คุณสามารถตัดลดแคลอรี่ลงไปได้อย่างน้อย 85 แคลอรี่ ต่อแก้ว ซึ่งหมายถึง 2 กิโลในหนึ่งปี


        2. เคี้ยวหมากฝรั่ง งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ค้นพบว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาลตลอดทั้งวันเพิ่มอัตราการผลาญได้ราว 20 % ที่สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าปีละ 10 ปอนด์


        3. จิบชาเขียวก่อนออกไปเดิน คาเฟอีนช่วยปลดปล่อยกรดไขมันของคุณ จึงเผาผลาญไขมันได้ง่ายกว่า และโพลีฟีนอล (ที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์) ในชาเขียวก็ดูจะทำงานร่วมกับคาเฟอีนในการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่ (ถ้าคุณความดันโลหิตสูง อย่าใช้เคล็ดลับนี้)


        4. หลอกต่อมรับรส การจิบยาแก้ไอรสเมนธอลหรือยูคาลิปตัสจะช่วยระงับอาการอยากอาหารได้อย่างชะงัดในทันที


        5. เพิ่มรสชาติเผ็ดร้อน การเติมพริกลงในอาหารจะทำให้คุณทานอาหารช้าลง และพริกยังช่วยเพิ่มการผลาญพลังงานอีกด้วย


        6. อย่าอยู่เฉย การขยับแข้งขยับขาหรืออยู่ไม่สุขตลอดเวลาจะช่วยคุณเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น ซึ่งอาจมากถึงวันละ 700 แคลอรี่เลยล่ะ


        7. เช่าหนังผีมาดู คุณมีความอยากอาหารน้อยลงเวลาที่กลัว แต่จะกินมากขึ้นถ้าโกรธหรือมีความสุข


        8. มองตัวเอง งานวิจัยบอกว่า การมองตัวเองในขณะกินอาหาร อาจทำให้คุณกินน้อยลงได้ 22-32 เปอร์เซ็นต์


        9. วิดพื้น ก่อนที่คุณจะเปิดถ้วยไอศกรีม วางมันลงก่อนแล้วก็ทำท่าวิดพื้นซัก 10 ครั้ง การทำกิจกรรมทางกายบางอย่างจะทำให้คุณสำนึกถึงเป้าหมายของคุณขึ้นมาได้


        10. ดมกลิ่น เวลาที่อยากกินขนมเค้กหรือคุกกี้หอมกรุ่นพวกนั้นเหลือเกิน ลองทำแบบนี้ดู สูดกลิ่นมันสัก 30 วินาที ก่อนกิน มันจะเป็นการตอบสนองต่อความอยากที่จะช่วยให้คุณหยุดกินได้แค่คุกกี้ชิ้นเดียว


        11. กินปลา ปลาที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ทูน่า แม็กครีล และแซลมอน อาจช่วยคุณลดน้ำหนักได้ด้วยการเผาผลาญไขมันให้ดีขึ้น คนที่น้ำหนักเกิน ซึ่งกินอาหารแคลอรี่ต่ำที่มีปลาด้วยทุกวัน ลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ได้กินปลาเลยราว 20 %


* ขอขอบคุณข้อมูลจาก "เวปไซด์นิตยสารลิซ่าดอทคอม" *

ไฟลล์แนบ

00707.jpg (32.15 KB)

2008-8-31 14:29

00707.jpg

เซี๊ยะ(นพดล) บางพลี

TOP

*** อาหารดีต่อฟัน ***

วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีการรับประทานอาหารให้มีผลดีกับสุขภาพฟันมาบอก...

       พยายามลดการรับประทานอาหารว่างระหว่างมื้อ ควรรับประทานอาหารมื้อหลัก ให้เพียงพอ
        ถ้าจำเป็นต้องรับประทานของว่าง ควรเลือกพวกถั่ว ผลไม้สด แทนพวกแป้งและน้ำตาล
        ถ้าจำเป็นต้องรับประทานของหวาน ควรกำหนดช่วงเวลา ที่จะรับประทานให้แน่นอน และลดความถี่ให้น้อยลง
        พยายามลดปริมาณอาหาร และเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาล

        * ถ้าอยากมีสุขภาพฟันที่ดี ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้ *


** ขอขอบคุณข้อมูลจาก "เวปไซด์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ดอทคอม" ครับผม **

ไฟลล์แนบ

00707-1.jpg (14.91 KB)

2008-8-31 14:30

00707-1.jpg

เซี๊ยะ(นพดล) บางพลี

TOP

ขอบคุณนะคร้าบบบบ                 





TOP

ขอบคุณ  "คุณกุหลาบป่า" ที่เข้ามารายงานตัวในกระทู้นี้ครับผม

** แต่กระผมแปลกใจอยู่อย่างตรงที่ คราวนี้.. "คุณกุหลาบป่า" แปลงร่างเป็น.. "ผู้ชาย" ซะงั้นล่ะครับ **
(งั้นกระผมขออนุญาต มอบ "ดอกกุหลาบสีม่วง" ให้เป็นรางวัลไปก่อน 1 ดอกนะครับ)

ไฟลล์แนบ

0005.jpg (49.47 KB)

2008-9-1 11:31

0005.jpg

เซี๊ยะ(นพดล) บางพลี

TOP

*** ปลอดโรค ด้วยกิจวัตร อาหารและยา ***

ความเที่ยงตรงของเข็มนาฬิกาและสุขภาพแข็งแรง เกิดขึ้นได้ด้วยสิ่งเดียวกัน นั่นคือการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สมดุล จากฟันเฟืองภายใน ดังนั้น หากคุณอยากมีลาภอันประเสริฐ ด้วยสุขภาพสมบูรณ์ ปลอดโรคภัย นี่คือ 10 ความเจ็บป่วยที่ป้องกันได้ด้วยอาหารและยาที่ควรกินในทุกวันให้เป็นกิจวัตร

70% ของการไม่สบายและโรคภัย เกิดจากการปล่อยปละละเลย และไม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ดังนั้น...อย่าให้ความไม่ใส่ใจ ทำให้ความแข็งแรงเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ง่ายๆ ในกิจวัตรประจำวัน ลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตเลย แค่เริ่มจัดระเบียบการกินตั้งแต่วันนี้ ทุกคนก็สร้างเหตุแห่งลาภอันประเสริฐได้ โดยไม่ต้องอธิษฐาน


ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก "เวปไซด์กาปุกดอทคอม" ครับผม

ไฟลล์แนบ

5_1.jpg (141 KB)

2008-9-4 12:54

5_1.jpg

เซี๊ยะ(นพดล) บางพลี

TOP

*** สุขภาพดีด้วยเรื่อง..."กล้วยๆ" ***

หันมากินกล้วยกันเถอะเรา...เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับแอปเปิ้ล ผลไม้ที่วงการโภชนาการยกย่องให้เป็นสุดยอดอาหารทรงคุณประโยชน์แล้ว กล้วยมีโปรตีนมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 4 เท่า มีคาร์โบไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีวิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า และมีวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุอื่นๆ มากกว่า 2 เท่า และอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและประสาท ช่วยควบคุมความดันโลหิต

นอกจากนี้ กล้วยยังมีเส้นใยและกากอาหาร ไม่ว่าจะเป็นกล้วยสดหรือตากแห้ง ก็ล้วนแต่อุดมไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุกโตส และกลูโคส น้ำตาลเหล่านี้จะหมุนเวียนในกระแสโลหิต ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว


         จากงานวิจัยพบว่า การรับประทานกล้วยเพียง 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอต่อการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที นักกีฬาจึงมักจะรับประทานกล้วยเป็นอาหารเพิ่มพลังงานก่อนหรือระหว่างการแข่งขัน


กล้วยยังได้ชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงสมองอีกด้วย มีงานวิจัยที่ให้นักเรียน 200 คนรับประทานกล้วยในมื้อเช้า ตอนพัก และมื้อกลางวันของทุกวัน เพื่อดูว่ากล้วยจะช่วยส่งเสริมกำลังสมองของพวกเขาได้หรือไม่ ผลปรากฏว่านักเรียนได้คะแนนดีจากการสอบตลอดปี การวิจัยแสดงให้เห็นว่า โพแทสเซียมในกล้วยที่มีอยู่ในปริมาณสูง ทำให้นักเรียนตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น


         สำหรับคนที่ระวังเรื่องน้ำตาล กล้วยน้ำว้าคือ กล้วยที่ดีที่สุด เพราะมีน้ำตาลน้อย ถัดมาคือกล้วยไข่ และกล้วยหอม กล้วยทั้งสามชนิดล้วนเป็นผลไม้ที่หาง่ายในบ้านเรา ราคาก็ไม่แพงจนเกินไป อยากสุขภาพดีแบบกล้วยๆ จงหันมากินกล้วย ณ บัดนี้


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ..."เวปไซด์นิตยสารเฟิร์สดอทคอม" ครับผม

ไฟลล์แนบ

00714-17.jpg (13.69 KB)

2008-9-11 12:10

00714-17.jpg

เซี๊ยะ(นพดล) บางพลี

TOP

*** ลบรอยแผลเป็น ที่เป็นรอยดำ ***

ใครที่มีรอยแผลเป็นแล้วกลายเป็นรอยดำ ไม่รู้จะรักษายังไง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีรักษามาบอกกัน....

รอยแผลเป็นที่เป็นรอยดำ ตามธรรมชาติแล้วจะจางลงเรื่อยๆ แต่ใช้เวลานานเป็นปี ระยะเวลาก็ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับรอยแผลด้วยว่าดำมากหรือน้อย และอายุ ถ้าเป็นในผู้ใหญ่รอยดำก็จะจางช้ากว่าในเด็ก ดังนั้น การป้องกันก่อนที่จะเกิดรอยดำจะดีที่สุด โดยถ้าเป็นจากถูกยุงกัดหรือแมลงกัดก็ใช้ยาทาป้องกัน เมื่อถูกกัดเป็นตุ่มคันให้รีบทายาแก้คันบริเวณจุดนั้น

การรักษา ควรใช้ยาทาลบรอยดำ,ใช้มอยซ์เจอไรเซอร์บริเวณรอยดำ และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด,ไม่เกาหรือแกะซ้ำ เพราะจะทำให้รอยดำยิ่งดำขึ้น

เลเซอร์ที่ใช้รักษารอยดำ จะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สีผิว ถ้าสีผิวคล้ำมักจะได้ผลไม่ดีเท่าคนผิวขาว หลังจากทำเลเซอร์แล้วถ้ายังไม่จางลง จะทำซ้ำอีกครั้งในช่วง 1-2 เดือน และลองปรึกษาคุณหมอดู

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก "เวปไซด์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ดอทคอม" ครับผม

ไฟลล์แนบ

Img0808000528.jpg (4.47 KB)

2008-9-11 12:19

Img0808000528.jpg

เซี๊ยะ(นพดล) บางพลี

TOP